T3 Code ต่อ CLI ได้หลายเจ้าแล้ว — คุม agent เขียนโค้ดหลายตัวจากหน้าจอเดียว
สารบัญ
สรุปให้ไว
หน้าจอเดียว คุมได้หลาย CLI
T3 Code เป็น GUI โอเพนซอร์ส (MIT) ที่ต่อเข้ากับ Codex, Claude และ OpenCode ที่ติดตั้งไว้แล้วในเครื่อง ไม่ผูกกับเจ้าใดเจ้าหนึ่ง
แยก git worktree ให้ทุกงาน
แต่ละงานได้ไดเรกทอรีของตัวเอง agent หลายตัวจึงลุยพร้อมกันได้โดยไม่แก้ไฟล์ทับกัน
จัดบทบาทแล้วค่าใช้จ่ายต่างกันหลายเท่า
ผลทดสอบหนึ่งสำนักวัดได้ราว 0.31 ดอลลาร์ต่องานเมื่อใช้ Grok 4.5 เทียบกับราว 2.75 ดอลลาร์ต่องานเมื่อใช้ Fable 5 ล้วน
ของใหม่ ยังมีข้อควรระวัง
โหมด web server ยังไม่มีระบบล็อกอินในตัว และโมเดลบางตัวเขียนทับไฟล์ของ agent อื่นได้
01มันคืออะไร
ถ้า Claude Code หรือ Codex CLI คือ "ช่างที่นั่งทำงานอยู่ในเทอร์มินัล" T3 Code ก็คือ **ห้องคุมงานที่มองเห็นช่างทุกคนพร้อมกัน** ตัวมันไม่ใช่โมเดล และไม่ได้พยายามเป็นโมเดล — มันคือหน้าจอที่ไปสั่ง CLI ที่เราติดตั้งไว้อยู่แล้วในเครื่อง แล้วเอางานทั้งหมดมาเรียงให้เห็นในที่เดียว
โครงการนี้เป็นโอเพนซอร์สใต้ไลเซนส์ MIT รันได้สองแบบ: เป็นแอปเดสก์ท็อป หรือสั่งขึ้นเป็น web server แล้ววางไว้บน VPS เพื่อเปิดจากเครื่องไหนก็ได้ ปัจจุบันตัว repo ระบุว่ารองรับ Codex, Claude และ OpenCode โดยต้องติดตั้งและล็อกอิน CLI อย่างน้อยหนึ่งตัวก่อนใช้งาน
หัวใจที่ทำให้มันต่างจากการเปิดเทอร์มินัลสามหน้าต่างคือ **git worktree** — ทุกงานที่สั่งจะได้สำเนาโค้ดของตัวเองแยกโฟลเดอร์ พอ agent สองตัวลุยคนละงาน มันจึงไม่เดินไปแก้ไฟล์เดียวกันทับกัน ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้งาน multi-agent พังมาตลอด
02มีอะไรใหม่ในรอบนี้
เวอร์ชันแรก ๆ ต่อได้แต่ Codex อย่างเดียว รอบนี้ขยายมารองรับหลาย CLI พร้อมกัน บวกกับการใส่ API key ตรง ๆ ได้ ทำให้มันกลายเป็น "harness กลาง" ที่สลับสมองไปมาได้จริง ไม่ใช่แค่หน้าตาสวยของเจ้าใดเจ้าหนึ่ง
ของที่เพิ่มเข้ามาและใช้ได้จริงในงานประจำวัน:
ฟีเจอร์ที่ได้ใช้จริง
- ★
plan mode / code mode
ให้วางแผนก่อนแล้วค่อยลงมือ แยกจังหวะคิดกับจังหวะแก้โค้ดออกจากกันชัด ๆ
- ★
reasoning effort รายเธรด
งานง่ายตั้งให้คิดน้อย งานยากตั้งให้คิดหนัก ไม่ต้องจ่ายค่าคิดหนักกับทุกงาน
- ★
actions
สั่งรันคำสั่งอัตโนมัติทุกครั้งที่สร้าง worktree ใหม่ เช่น ติดตั้ง dependency ให้เสร็จก่อนที่ agent จะเริ่ม
- ★
commit / push / เปิด PR ปุ่มเดียว
เขียน commit message ให้ ดันขึ้น remote แล้วเปิดหน้า PR ที่กรอกหัวข้อไว้แล้ว
- ★
เห็น diff ของไฟล์ที่กำลังแก้
ปัญหาเดิมที่ agent แก้อะไรไปไม่รู้ ตอนนี้เห็นทีละบรรทัด
03จัดบทบาทโมเดลยังไงให้ไม่เผาเงิน
ประเด็นที่น่าสนใจกว่าตัวเครื่องมือ คือเมื่อมี harness ที่สลับโมเดลได้ เราก็เลิกใช้โมเดลแพงที่สุดกับทุกอย่างได้เสียที แนวคิดคือแยกหน้าที่: ตัวที่วางแผนเก่งให้เป็นหัวหน้างาน ตัวที่ถูกและเร็วให้ลงมือเขียน backend ส่วนตัวที่ทำ UI สวยให้รับงานหน้าบ้านอย่างเดียว
ราคาต่อ 1 ล้าน token ที่ประกาศไว้ต่างกันมากพอที่จะทำให้การจัดบทบาทมีผลจริงกับบิลปลายเดือน
ราคาต่อ 1 ล้าน token (input / output)
- ★
Fable 5
10 / 50 ดอลลาร์ — แพงสุดในกลุ่ม เหมาะเป็นตัววางแผนและคุมทิศ ไม่ใช่ตัวถึก
- ★
GPT-5.6 Terra
2.50 / 15 ดอลลาร์ — สายลงมือระยะยาว งาน backend ที่ต้องเดินหลายสเต็ป
- ★
Grok 4.5
2 / 6 ดอลลาร์ — ถูกและกิน token น้อย เหมาะเป็นแรงงานหลัก แต่ไม่เหมาะเป็นตัวสั่งการ
- ★
Muse Spark 1.1
1.25 / 4.25 ดอลลาร์ — ผ่าน Meta Model API สายหน้าบ้าน ลอกดีไซน์อ้างอิงได้ดี สมัคร API preview มีเครดิตแจก 20 ดอลลาร์
04จุดที่ต้องระวัง
ข้อแรกและสำคัญที่สุด: **Muse Spark 1.1 มองไฟล์รอบตัวไม่ค่อยขาด** ในการทดสอบมันเขียนทับไฟล์ที่ agent อีกตัวเพิ่งเขียนไปใน worktree เดียวกัน กติกาที่ปลอดภัยคือให้มันอยู่ worktree ของตัวเอง รับงานหน้าบ้านอย่างเดียว และห้ามรันขนานกับ agent อื่นบนไฟล์ชุดเดียวกันเด็ดขาด
ข้อสอง: โหมด web server **ไม่มีระบบล็อกอินมาให้** ถ้าเอาไปวางบน VPS แล้วเปิดพอร์ตทิ้งไว้ เท่ากับเปิดสิทธิ์รันคำสั่งบนเครื่องนั้นให้คนทั้งอินเทอร์เน็ต อย่างน้อยต้องมีหน้ากั้นด้วยรหัสผ่านก่อนเสมอ
ข้อสาม: ตัวโปรเจกต์เองยังประกาศชัดว่าอยู่ในช่วงต้นและคาดว่ามีบั๊ก กินแรม RAM มากกว่าเครื่องมือคู่แข่งบางตัว — ยังไม่ใช่ของที่ควรผูกไว้กับ production pipeline
05เกี่ยวอะไรกับเรา
**ฟันธง: ลองได้เลยถ้าคุณใช้ CLI agent อยู่แล้ว แต่ยังอย่าเพิ่งเอาไปแตะงานลูกค้า** ของฟรี ติดตั้งไม่กี่นาที และประโยชน์ที่ได้ทันทีคือได้เห็นว่า agent กำลังแก้อะไรอยู่ กับได้ worktree แยกที่กัน agent ชนกันโดยไม่ต้องตั้งเองให้ยุ่ง
สิ่งที่ควรหยิบไปใช้จริงกว่าตัวเครื่องมือ คือ **หลักการจัดบทบาท** — เลิกจ่ายราคาโมเดลท็อปกับงานถู ๆ ไถ ๆ ลองแยกดูว่าในงานหนึ่งชิ้น ส่วนไหนคือ "คิด" ส่วนไหนคือ "พิมพ์" แล้วส่งงานพิมพ์ให้โมเดลที่ถูกกว่าสิบเท่า ต่อให้ไม่ใช้ T3 Code เลยก็ทำได้
**Human Gate ที่ห้ามข้าม:** ปุ่ม commit/push/PR ปุ่มเดียวจบนั้นสะดวกจนอันตราย ตั้งกฎให้ agent เปิดเป็น PR เสมอ ห้าม merge เอง แล้วให้คนอ่าน diff ก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะโปรเจกต์ที่แตะข้อมูลลูกค้า ไฟล์สัญญา หรือระบบเงิน
**ต่อยอด:** ถ้าทีมคุณมี workflow ที่ต้องแก้หลายจุดพร้อมกัน ลองตั้ง actions ให้ติดตั้ง dependency และรันเทสต์อัตโนมัติทุกครั้งที่เปิด worktree ใหม่ — ได้ทั้งความเร็วและด่านตรวจในตัว โดยที่คนยังเป็นคนกดผ่าน
โปรเจกต์ open-source
อยากลองเองไหม? โปรเจกต์นี้เป็น open-source โหลด repo ทางการมาลองได้เลย
ดูบน GitHub → →