Call Me Thanut
clockอัปเดต

Gemini CLI ปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปแล้ว — เหลือ Antigravity CLI ทางเดียว พร้อมอัปเดตย่อยรัวสามรอบ

15 ก.ค. 2026อ่าน 5 นาที
Gemini CLI ปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปแล้ว — เหลือ Antigravity CLI ทางเดียว พร้อมอัปเดตย่อยรัวสามรอบ
สารบัญ

สรุปให้ไว

Gemini CLI ไม่ตอบแล้วสำหรับแพลนทั่วไป

ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน คนที่ใช้ Google AI Pro, Ultra และ Gemini Code Assist แบบฟรี ยิงคำสั่งไปก็ไม่มีอะไรกลับมา

เหลือทางเดียวคือ Antigravity CLI

เขียนด้วย Go ยก skills, hooks, sub-agents มาครบ และแชร์ session กับตัวแอปเดสก์ท็อป

ใครยังใช้ได้

ลูกค้าองค์กรที่ถือ license แบบ enterprise/standard และคนที่จ่าย API key ตรง ยังไม่กระทบ

สามอัปเดตในสามสัปดาห์

คำสั่ง `/btw`, ค้นหาในบทสนทนา, แนบ PDF และไฟล์เสียง, กับ skill คู่มือในตัว

01เกิดอะไรขึ้นกับ Gemini CLI

Gemini CLI เคยเป็นประตูหน้าบ้านของ Google สำหรับคนที่อยากสั่ง agent จาก terminal ตรง ๆ ไม่ต้องเปิดโปรแกรมอะไรเพิ่ม มันโตเร็วมากจนแตะหลักแสน star บน GitHub

แล้วกลางเดือนมิถุนายน Google ก็หยุดให้มันตอบคำขอของผู้ใช้แพลนทั่วไป ทั้ง Google AI Pro, Google AI Ultra และ Gemini Code Assist แบบฟรีสำหรับบุคคล เรื่องนี้ลามไปถึงส่วนขยาย Gemini Code Assist ที่หลายคนติดไว้ใน IDE ด้วย ไม่ใช่แค่ตัว CLI อย่างเดียว

ที่ยังไปต่อได้คือสองกลุ่ม — ลูกค้าองค์กรที่ถือ license แบบ enterprise หรือ standard และคนที่จ่ายเงินซื้อ API key ใช้เอง ถ้าคุณอยู่นอกสองกลุ่มนี้ เครื่องมือตัวเดิมกลายเป็นของที่เปิดขึ้นมาแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น

02Antigravity CLI คือทางที่เหลืออยู่

Antigravity CLI ตอนนี้เป็นตัวเลือกทางการตัวเดียวสำหรับผู้ใช้ทั่วไป มันเขียนด้วย Go และยกของเดิมมาแทบครบ — agent skills, hooks, sub-agents และ extensions ที่เปลี่ยนชื่อเป็น Antigravity plugins แล้ว

จุดที่ต่างจากการย้ายบ้านทั่วไปคือมันใช้ agent harness ตัวเดียวกับแอปเดสก์ท็อป แปลว่า session ที่เริ่มบน terminal เปิดต่อบนแอปได้ ไม่ใช่สองโลกที่ต้องเล่าเรื่องใหม่ทุกครั้ง

ภาพรวมคือ Google กำลังยุบทางเข้าหลายทางให้เหลือทางเดียว แล้วเก็บของดีจากทางที่ปิดไปใส่ทางที่เหลือ

ของใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในสามอัปเดตล่าสุด

  • คำสั่ง `/btw`

    ยิง agent ชั่วคราวที่ตอบครั้งเดียวจบ แต่เห็น context ของบทสนทนาปัจจุบันทั้งหมด เหมาะกับคำถามแทรกที่ไม่อยากให้ไปกวนงานหลัก

  • ค้นหาในบทสนทนา

    กด Ctrl+F หรือ Cmd+F ย้อนหาสิ่งที่คุยไปแล้วได้ ไม่ต้องเลื่อนหา

  • แนบ PDF ได้

    ลากไฟล์ใส่ หรือเพิ่มผ่านเมนู add-context ให้โมเดล Gemini อ่าน

  • รองรับไฟล์เสียง

    เปิดฟัง MP3, WAV, OGG, M4A ได้จากหน้า file viewer

  • เห็น sub-agent ครบทุกชั้น

    หน้า overview แสดง sub-agent ที่ซ้อนกันทั้งหมด จากเดิมที่เห็นแค่ชั้นเดียว

  • skill คู่มือในตัว

    มีความรู้เรื่องตัวโปรดักต์ติดมาให้ ถามวิธีใช้ได้จากในเครื่องมือเลย

  • หน้า Models บอกเครดิตคงเหลือ

    เห็นว่าใช้ไปเท่าไร เหลือเท่าไร ไม่ต้องเดา

  • เพิ่ม path ที่ต้องขออนุญาต

    `.viscause` และ `.cache` เข้าลิสต์ sensitive paths ที่ strict mode ต้องกดยืนยันก่อนแตะ

03จุดที่ต้องระวัง

มีข้อจำกัดที่ยังไม่ถูกแก้และกระทบงานจริง — เมื่อโควตาหมดกลางทาง งานไม่ได้หยุดอย่างสวยงาม มันหยุดตรงนั้นเลย แล้วโค้ดอาจค้างอยู่ในสภาพทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่รันไม่ได้และไม่รู้ว่าย้อนกลับยังไง

ซ้ำร้ายคือก่อนกดรัน มันไม่บอกว่างานนี้จะกิน token ประมาณเท่าไร แปลว่าคุณไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าโควตาที่เหลือพอไหม

การเปลี่ยน sensitive paths ก็เป็นสัญญาณว่า strict mode คือของที่ควรเปิด ไม่ใช่ของที่ควรปิดเพราะรำคาญ

04เกี่ยวอะไรกับเรา

ฟันธง — **ถ้ายังใช้ Gemini CLI อยู่ ย้ายไป Antigravity CLI เลย** ไม่ใช่เรื่องเลือกได้ เพราะของเดิมไม่ตอบแล้ว ข่าวดีคือ skills กับ hooks ที่เขียนไว้ไปต่อได้ ไม่ต้องเริ่มใหม่

บทเรียนที่แพงกว่าตัวข่าวคือ **อย่าผูก workflow หลักไว้กับเครื่องมือฟรีของค่ายใหญ่แบบไม่มีแผนสำรอง** เครื่องมือที่มีคนใช้เป็นแสนก็ถูกปิดสำหรับแพลนฟรีได้ ถ้า pipeline ของทีมคุณเรียก CLI ตัวนี้อยู่ในสคริปต์ ให้แยกส่วนที่เรียกเครื่องมือออกมาเป็นชั้นบาง ๆ ชั้นเดียว วันที่ต้องเปลี่ยนจะแก้ที่เดียวจบ

**Human Gate ที่ต้องมี** — เรื่องโควตาหมดแล้วงานค้างครึ่งทางคือของจริงที่กัดได้แรง อย่าปล่อย agent ลุยยาวบนโฟลเดอร์งานจริงโดยไม่ commit ไว้ก่อน ให้ commit จุดที่ยังดีอยู่ก่อนสั่งงานใหญ่ทุกครั้ง แล้วเช็กเครดิตคงเหลือในหน้า Models ก่อนกด งานที่ค้างครึ่งทางบนไฟล์ที่ไม่มี checkpoint คือการเสียเวลาย้อนกลับที่ป้องกันได้ฟรี ๆ

**ต่อยอด** — `/btw` มีประโยชน์กว่าที่คิดถ้าคุณทำงานยาวในบทสนทนาเดียว เอาไว้ถามแทรกแบบ "ตรงนี้มันคืออะไร" โดยไม่ทำให้ context หลักบวม ส่วน strict mode กับ sensitive paths ให้ถือเป็นค่าเริ่มต้นของงานที่แตะไฟล์บริษัทหรือลูกค้า