Claude Sonnet 5 กับ Opus 4.8 เลือกตัวไหน — เทียบราคาและงานจริง 3 สนาม
สารบัญ
สรุปให้ไว
ราคาต่างกันเท่าตัว
Sonnet 5 อยู่ที่ $2/$10 ต่อ 1M โทเค็น (เข้า/ออก) ส่วน Opus 4.8 อยู่ที่ $5/$25 คิดแล้ว Sonnet ถูกกว่าราว 60%
งานความรู้สูสีกันมาก
คะแนน benchmark ทั่วไปใกล้กัน Sonnet 5 ขึ้นนำบางงานสายวิชาการและความรู้ทั่วไปด้วยซ้ำ
งานหนักหลายสเต็ป Opus ยังนำ
เว็บ 3D และ backtest เทรดที่ต้องคิดต่อเนื่องยาว ๆ Opus 4.8 ทำได้ครบและเนียนกว่า
สแกน security Sonnet คุ้มสุด
หาช่องโหว่พร้อมร่างรายงานส่งลูกค้าได้ดีในราคาถูกกว่าครึ่ง
01เทียบอะไรกับอะไร
ทั้งสองตัวเป็นโมเดลของ Claude ค่ายเดียวกัน แต่คนละชั้น Sonnet 5 คือรุ่นกลางตัวใหม่ที่เพิ่งออก ส่วน Opus 4.8 คือรุ่นท็อปสำหรับงานหนัก (รองจาก Fable 5 ที่แพงกว่ามาก) คำถามที่คนทำงานเจอทุกวันคือ "งานแบบนี้จำเป็นต้องจ่ายค่า Opus ไหม หรือ Sonnet ก็เอาอยู่แล้ว"
เพื่อตอบให้เห็นภาพ มีการเอาทั้งสองตัวมาทำโจทย์เดียวกัน 3 แบบผ่าน Claude Code บน VS Code คือ สร้างเว็บแอป 3D, ทำ backtest กลยุทธ์เทรด และสแกนช่องโหว่ความปลอดภัยของโค้ด แล้วดูว่าใครทำได้ดีกว่าในแต่ละสนาม
02ผลงานจริง 3 สนาม
สนามเว็บ 3D ทั้งคู่สร้างเว็บออกมาได้ แต่ Opus 4.8 เร็วกว่าและเรนเดอร์สวยกว่า ทั้งแสงเงา การหมุน การลากกล้อง ส่วน Sonnet 5 งานออกมาหยาบกว่าเล็กน้อย แต่มีจุดเด่นตรงที่มันเรียกใช้เครื่องมือทดสอบอัตโนมัติ (Playwright) มาช่วยเช็กงานตัวเองด้วย
สนาม backtest เทรด (จำลองกลยุทธ์ 2 ปี) Opus 4.8 รันครบ ทำเทสต์ได้ราว 44 รอบ ออกกราฟ equity ให้เห็น drawdown จับบั๊กเจอ และให้ผลละเอียดกว่า ขณะที่ Sonnet 5 ทำได้แต่ยังไม่ครบเท่า งานสายนี้ที่ต้องคิดต่อเนื่องหลายสเต็ปคือจุดที่ Opus ทิ้งห่างชัดสุด
สนาม security เป็นตาของ Sonnet 5 มันหาช่องโหว่เจอ 11 จุด (ระดับ critical/high/medium) พร้อมจัดรายงานเป็นระเบียบส่งลูกค้าได้เลย ส่วน Opus 4.8 หาเจอมากกว่า (รวมถึง SQL injection ตรงหน้า login) และเหมาะกว่าถ้าจะให้ลงมือแก้ระบบจริง สรุปคือ Sonnet เก่งเรื่องหาและรายงาน Opus เก่งเรื่องหาให้ลึกและซ่อม
ใครชนะสนามไหน
- ★
เว็บแอป 3D
Opus 4.8 เร็วและเนียนกว่า Sonnet 5 ทำได้แต่หยาบกว่า (แต่แถมการทดสอบอัตโนมัติมาให้)
- ★
backtest เทรด
Opus 4.8 นำชัด รันครบ ออกกราฟ จับบั๊ก ให้ผลละเอียด เพราะเป็นงานคิดยาวหลายสเต็ป
- ★
สแกนช่องโหว่ security
เสมอกันแบบคนละสไตล์ Sonnet 5 เด่นเรื่องจัดรายงานส่งลูกค้า Opus 4.8 เด่นเรื่องหาเชิงลึกและลงมือแก้
- ★
ราคา
Sonnet 5 ถูกกว่าราว 60% ต่อโทเค็น เป็นตัวชี้ขาดเมื่องานสูสี
03ราคากับความคุ้ม
ตัวเลขต่อ 1 ล้านโทเค็น Sonnet 5 อยู่ที่ $2 (อินพุต) / $10 (เอาต์พุต) ส่วน Opus 4.8 อยู่ที่ $5 / $25 แปลว่าจ่ายแพงขึ้นราวเท่าตัวเมื่อขยับไป Opus ดังนั้นคำถามที่ต้องถามทุกครั้งคือ "งานนี้ Opus ทำได้ดีกว่าจนคุ้มส่วนต่างไหม" ถ้างานเป็นสายความรู้ สรุป เขียน สแกน หรืองานปริมาณมากที่คุณภาพสูสีอยู่แล้ว การจ่ายเพิ่มมักไม่คุ้ม
จุดที่ต้องระวังคือ Sonnet 5 ใช้ tokenizer ใหม่ ทำให้ข้อความเดิมกินโทเค็นมากกว่าเมื่อก่อน เวลาเทียบค่าใช้จ่ายจริงอย่าดูแค่ราคาต่อโทเค็น ให้ลองงานจริงของตัวเองแล้ววัดบิลจริงจะชัดกว่า
04เกี่ยวอะไรกับเรา
ฟันธงสำหรับคนทำงาน ตั้ง Sonnet 5 เป็นตัว default ของงานประจำวันไปเลย ทั้งสรุป เขียน ตอบเมล สแกนโค้ดเบื้องต้น และงานที่ยิงซ้ำ ๆ ปริมาณเยอะ เพราะคุณภาพพอ ๆ กันแต่ประหยัดกว่าครึ่ง แล้วค่อย escalate ไป Opus 4.8 เฉพาะงานที่ต้องคิดยาวหลายสเต็ปจริง ๆ เช่น แก้บั๊กซับซ้อน วางสถาปัตยกรรม หรือ backtest ที่ต้องรันครบวงจร
Human Gate ยังสำคัญเหมือนเดิม โดยเฉพาะงานที่แตะโค้ดเรื่องเงิน ข้อมูลลูกค้า หรือ security อย่าปล่อยให้โมเดลไหนก็ตามแก้แล้วเมิร์จเองโดยไม่มีคนตรวจ ให้มันช่วยหาช่องโหว่และร่างรายงานได้ แต่คนต้องเป็นคนอนุมัติการแก้จริง
ต่อยอดเข้ากับ workflow ได้ตรง ๆ ตั้ง route ให้ตัวถูก (Sonnet 5) รับงานก่อน แล้วมีเงื่อนไขส่งต่อ (fallback/escalate) ไป Opus 4.8 เมื่อเจองานยากหรือผลไม่ผ่านเกณฑ์ วิธีนี้ได้ทั้งความเร็ว ความประหยัด และคุณภาพในงานที่ต้องการจริง ๆ โดยไม่จ่ายเกินจำเป็น