Call Me Thanut
puzzleOpen Source

jcode — coding agent สาย Rust ที่กินแรมหลัก MB ไม่ใช่หลักร้อย

30 ก.ค. 2026อ่าน 5 นาที
jcode — coding agent สาย Rust ที่กินแรมหลัก MB ไม่ใช่หลักร้อย
สารบัญ

สรุปให้ไว

coding agent สาย Rust

เปิดตัวโอเพนซอร์ส (MIT) มีดาวบน GitHub แล้วราว 12,900 ดวง

เบาจริง

ใช้แรมราว 28 MB ตอนเริ่ม (คู่แข่งอยู่ที่ 140–400 MB) เปิดเครื่องใน ~14 มิลลิวินาที เพิ่มอีกเซสชันกินแค่ ~10 MB

ต่อได้ทุกค่าย

Claude, OpenAI, Gemini, Copilot, OpenRouter, DeepSeek รวมถึงโมเดลในเครื่องผ่าน Ollama / LM Studio

ทำงานหลายเอเจนต์พร้อมกัน

swarm mode รันหลายเอเจนต์ในโปรเจกต์เดียว จัดการชนกันเองไม่ต้องตั้ง worktree เอง

01jcode คืออะไร

jcode คือ "ตัวคุมงาน" (agent harness) สำหรับเขียนโค้ดในเทอร์มินัล คิดง่าย ๆ ว่ามันคือหน้ากากที่นั่งอยู่หน้าโมเดล AI แล้วคอยสั่งงาน อ่านไฟล์ แก้ไฟล์ รันคำสั่งให้ ตัวมันเองไม่ใช่โมเดล แต่เป็นคนกลางที่พาโมเดลไปลงมือทำงานจริงในโปรเจกต์ของเรา คอนเซปต์เดียวกับ Claude Code หรือ Codex

จุดที่ทำให้มันต่างคือเขียนด้วย Rust ซึ่งคอมไพล์เป็นโค้ดเครื่องตรง ๆ ไม่มีภาระเก็บขยะหน่วยความจำ ผลคือกินแรมน้อยและเปิดเร็วมาก เจ้าของโปรเจกต์เคลมว่าตอนเริ่มใช้แรมราว 28 MB เทียบกับเครื่องมือสายเดียวกันที่มักอยู่ที่หลักร้อย MB และเปิดใช้งานได้ในหลักมิลลิวินาที เปิดหลายหน้าต่างงานพร้อมกันก็ยังไม่หน่วง

02ทำอะไรได้บ้าง

นอกจากเบา ของข้างในค่อนข้างครบ มันมีระบบความจำในตัวที่ใช้ vector embedding กับ semantic search คอยดึงบริบทเก่ามาใช้เอง มีโหมดทำงานหลายเอเจนต์ในคลังโค้ดเดียว และต่อกับผู้ให้บริการโมเดลได้แทบทุกเจ้า จุดที่คนทำงานจริงน่าจะชอบคือมันดึงเซสชันเก่าจาก Claude Code, Codex หรือ OpenCode มาทำต่อได้เลย ไม่ต้องเริ่มใหม่

ของที่ให้มาในกล่อง

  • Swarm mode

    รันหลายเอเจนต์ในโปรเจกต์เดียว จัดการแก้ไฟล์ชนกันเองและคุยกันระหว่างเอเจนต์ ไม่ต้องมานั่งตั้ง git worktree หรือ tmux เอง

  • ความจำในตัว

    ค้นด้วย vector embedding ดึงบริบทเก่ามาใช้อัตโนมัติ มีทั้งดึงเองเบื้องหลังและสั่งจำเป็นเรื่อง ๆ

  • คุมเบราว์เซอร์ได้

    ต่อ Firefox เพื่อคลิก พิมพ์ กรอกฟอร์ม แคปหน้าจอ และรัน JavaScript รองรับ MCP

  • ต่อโมเดลได้กว้าง

    Claude, OpenAI, Gemini, Copilot, Azure, OpenRouter, DeepSeek และปลายทางที่เข้ากับ OpenAI ได้ รวมถึงรันในเครื่องผ่าน Ollama / LM Studio

  • Self-dev mode

    ให้เอเจนต์แก้และคอมไพล์ซอร์สโค้ดของตัวเองแล้วรีโหลดได้โดยไม่ตัดเซสชันที่ทำอยู่

  • โหมดเซิร์ฟเวอร์

    สั่ง jcode serve เป็นเซิร์ฟเวอร์เบื้องหลัง ใช้ jcode run หรือ resume ต่องานเดิมได้

03จุดที่ต้องระวัง

ตัวเลขประสิทธิภาพเกือบทั้งหมดมาจากฝั่งผู้พัฒนาเอง ยังไม่มีสำนักอิสระมาวัดซ้ำ ดังนั้นให้ถือเป็นตัวเลขอ้างอิงไว้ก่อน ไม่ใช่คำสัญญา และการติดตั้งด้วยการดึงสคริปต์มารันผ่าน bash หรือ PowerShell ควรเปิดอ่านสคริปต์ก่อนเสมอ โดยเฉพาะถ้าเครื่องนั้นแตะไฟล์งานบริษัทหรือลูกค้า ส่วน self-dev mode ที่ให้เอเจนต์แก้ตัวเองได้ ฟังดูเท่แต่ก็คือการปล่อยให้ AI เขียนทับเครื่องมือของตัวเอง ควรใช้ในสภาพแวดล้อมที่แยกออกมา ไม่ใช่บนโปรเจกต์งานหลัก

04เกี่ยวอะไรกับเรา

สำหรับคนที่ใช้ coding agent อยู่แล้วแต่รำคาญที่เครื่องหน่วงเวลาเปิดหลายงานพร้อมกัน jcode น่าลองมากในงานส่วนตัวหรือโปรเจกต์ทดลอง เพราะมันเบา เปิดหลายเซสชันได้สบาย และเสียบกับ subscription หรือ API key ที่เรามีอยู่แล้วได้ทันที ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ข้อดีของการเป็นโอเพนซอร์สคือเราเปิดดูได้ว่ามันทำอะไรกับเครื่องเราบ้าง

ฟันธง: **ลองได้ในงานส่วนตัว/งานทดลอง** แต่ถ้าจะเอาไปแตะโค้ดบริษัทหรือลูกค้า ให้ตั้ง Human Gate ชัด ๆ ก่อน คือให้คนรีวิว diff ทุกครั้งก่อน merge อย่าเพิ่งไว้ใจ swarm ที่แก้หลายไฟล์พร้อมกันแบบอัตโนมัติเต็มร้อย ต่อยอดได้ด้วยการตั้งเป็น workflow ประจำทีม ให้เอเจนต์ตัวหนึ่งร่าง อีกตัวรีวิว แล้วปิดท้ายด้วยคนตรวจเสมอ

โปรเจกต์ open-source

อยากลองเองไหม? โปรเจกต์นี้เป็น open-source โหลด repo ทางการมาลองได้เลย

ดูบน GitHub →